dot dot
dot

dot
รับจัดกรุ๊ปเหมา ดูงาน สัมนา ทัศนศึกษา ทุกรูปแบบ อย่างมืออาชีพ
นครวัด นครธม สถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ แห่งอารยะธรรมขอมโบราณ
ทัวร์เวียดนาม มุกดาหาร เว้ ดานัง ฮอยอัน 6 วัน 5 คืน รถปรับอากาศ
โปรแกรมทัวร์ลาว
โปรแกรมทัวร์เวียดนาม
โปรแกรมทัวร์พม่า
โปรแกรมทัวร์มาเลเซีย
โปรแกรมทัวร์สิงคโปร์
โปรแกรมทัวร์ญี่ปุ่น
โปรแกรมทัวร์เกาหลี
โปรแกรมทัวร์ไต้หวัน
โปรแกรมทัวร์อินเดีย-เนปาล
โปรแกรมทัวร์อินโดนีเซีย
โปรแกรมทัวร์มาเก๊า
โปรแกรมทัวร์ภูฏาน
โปรแกรมทัวร์มัลดีฟ์
โปรแกรมทัวร์ออสเตรเลีย
โปรแกรมทัวร์นิวซีแลนด์
โปรแกรมทัวร์ฟิลิปปินส์
ทัวร์บรูไน
โปรแกรมทัวร์ดูไบ
โปรแกรมทัวร์สหรัฐอเมริกา
dot
dot
bulletโปรแกรมทัวร์จีน12ปันนา
bulletโปรแกรมทัวร์จีนจางเจียเจี้ย
bulletโปรแกรมทัวร์จีนปักกิ่ง
bulletโปรแกรมทัวร์จีนคุนหมิง
bulletโปรแกรมทัวร์จีนเซี่ยงไฮ้
bulletโปรแกรมทัวร์จีนเฉินตู
bulletโปรแกรมทัวร์จีนกุ้ยหลิน
bulletโปรแกรมทัวร์จีนลี่เจียง
bulletโปรแกรมทัวร์จีนฮาร์บิน
bulletโปรแกรมทัวร์จีนซีอาน
bulletโปรแกรมทัวร์จีน-ฮ่องกง
bulletโปรแกรมทัวร์จีนเซี๊ยะเหมิน
bulletโปรแกรมทัวร์จีนฉงชิ่ง
bulletโปรแกรมทัวร์จีนยี่ฉาง
bulletโปรแกรมทัวร์จีนเจิ้งโจว
dot
dot
bulletโปรแกรมทัวร์ภาคเหนือ
bulletโปรแกรมทัวร์ภาคอีสาน
bulletโปรแกรมทัวร์ภาคใต้
bulletโปรแกรมทัวร์ภาคกลาง
bulletโปรแกรมทัวร์ภาคตะวันออก
dot
dot
bulletสถานที่เที่ยวลาว
bulletสถานที่เที่ยวเวียดนาม
bulletพม่า 5 มหาบูชาสถาน
bulletอินโดนีเซีย สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม
bulletเทียว......ปักกิ่งต้องไป
bulletสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองหลวงฟิลิปปินส์
bulletหนาวนี้ไปญี่ปุ่น
bulletKorea Style
bulletสิงคโปร์..จิ๋วแต่แจ๋ว
bulletสิบสองปันนา... ดินแดนไทลื้อ
bulletเที่ยวมาเก๊า ฮ่องกง
bulletมนต์เสน่ห์ กุ้ยหลิน
bulletเกาะไต้หวัน
bulletประวัติจางเจียเจี้ยน่ารู้
dot
dot
bullet0-2898-0261-2
dot
dot
bulletภาคเหนือ
bulletภาคอีสาน
bulletภาคกลาง
bulletภาคใต้
dot
dot
bulletททท.เย็นทั่วหล้ามหาสงกรานต์ จังหวัดสุโขทัย ๒๕๕๖
bulletสงกรานต์นี้ ไปเที่ยว ภูเก็ต สิมิลัน พีพี พังงา สวรรค์เมืองใต้
bulletดำน้ำ ดูปะการัง ที่ เกาะทะลุ เกาะสิงห์ เกาะสังข์ กันเถอะ.
bulletการดำน้ำใน แนวปะการังน้ำตื้น
bulletอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ ประกาศเปิดการท่องเที่ยว
bulletททท.สำนักงานสุโขทัย Big Bike ใฝ่รู้ดูเมืองโบราณ จังหวัดสุโขทัย-ศรีสัชนาลัย-กำแพงเพชร
bulletททท.งานเทศกาลแห่ดาวคริสต์มาส ที่สกลนคร
bulletททท.เชิญชวนเที่ยวใหญ่ๆ
bulletประเพณีลอยกระทง 2555
bulletหนาวนี้เที่ยวไหนดีน๊า..?
bulletอัศจรรย์แห่งท่าเรือซิดนีย์
bulletโรแมนติกกลางลมหนาว “ไต้หวัน” ในหุบเขาและสายรุ้ง
bulletแบบสำรวจความคิดเห็น
bulletรู้จักประวัติศาสตร์เมืองสงขลา
bulletทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
bulletอินโดนีเซีย สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม
dot
สมัครรับข่าวสาร

dot


 


รู้จักประวัติศาสตร์เมืองสงขลา

ภาพ

แม้สถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างยุโรป – จีนของอาคารย่านเมืองเก่าอาจทรุดโทรมไปบ้างตามกาลเวลา ทว่าร่องรอยแห่งอดีตอันงดงาม กลับเข้ากันดีกับวิถีชีวิตดั้งเดิมของเมืองติดริมทะเลสีครามแห่งนี้

รู้จักประวัติศาสตร์เมืองสงขลาอย่างรวดเร็ว เริ่มต้นง่ายๆที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสงขลา

ภาพ

 

            สายลมพัดระเรื่อยเอื่อยเฉื่อยบนยอดเขาดังกวน ช่วยบรรเทาความอบอ้าวของแสงแดด ในเวลาพระอาทิตย์เคลื่อนคล้อยมาเกือบกลางศรีษะ บนยอดภูเขาขนาดเล็กที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลกว่า 100 เมตร หากเป็นในวันที่อากาศแจ่มใส นอกจากสายลมบางเบาผ่อนคลายให้รู้สึกสบายตัวแล้ว ยังสามารถมองเห็นทิวทัศน์รอบๆ ได้กว้างไกลสุดสายตา โดยภาพที่ปรากฏคืออาคารบ้านเรือนและวัดวาอารามที่ผสมกลมกลืนระหว่างสถาปัตยกรรมยุคเก่ากับอาคารใหม่ตามสมัยนิยม ซึ่งส่วนใหญ่มีความสูงไม่เกิน 10 ชั้น ปลูกสร้างท่ามกลางพื้นที่สีเขียว มองไปด้านทิศตะวันออกทิวสนเขียวครึ้ม ริมฝั่งทะเลเรียบสีครามอ่อนดูนิ่งสงบ พอๆ กับเรือขนส่งสินค้าลำใหญ่ ซึ่งลอยไปช้าๆ จนดูเกือบจะไม่ไหวติงบนผืนนน้ำสีขุ่นทางฝั่งตะวันตก แต่ทัศนียภาพในมุมมอง 360 องศาจากบนยอดเขาตังกวนอาจทำให้เห็นเพียงภาพรวมคร่าวๆ เท่านั้น เพราะหากจะทำความรู้จักเมืองเบื้องล่างจริงๆ คงต้องให้เวลากับ “สงขลา” มากกว่าแค่การยืนมองความงามจากจุดชมวิว

            ประวัติศาสตร์ของเมืองแห่งนี้มีความเป็นมาอันยาวนาน หากนับตั้งแต่เริ่มก่อร่างสร้างเมืองจนมีชื่อปรากฏในพระราชพงศาวดาร สันนิษฐานว่า เมืองสงขลามีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น หากนับจากการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ พบว่ามีร่องรอยหลักฐานทางโบราณคดีในดินแดนนี้เมื่อประมาณ 6,000 ปีมาแล้ว ซึ่งวิธีที่ได้รู้จักประวัติศาสตร์แบบทางลัด พร้อมสื่อประกอบที่เห็นภาพชัดที่สุด อาจเริ่มต้นง่ายๆ ที่ “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสงขลา”

            อาคารก่ออิฐสอปูนสองชั้นมุงด้วยกระเบื้องดินเผา กาบกล้วย มีอาณาบริเวณกว้างขวาง เคยเป็นบ้านของพระยาสุนทรารักษ์ (เนตร ณ สงขลา) ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา ก่อนเปลี่ยนมาเป็นจวนสำหรับข้าหลวงพิเศษ ศาลาว่าการมณฑลนครศรีธรรมราช และศาลากลางจังหวัดสงขลาตามลำดับ จากนั้นถูกปล่อยทิ้งร้างทรุดโทรมไปหลายปี จนกระทั่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานจากกรมศิลปากร ให้เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์จวบจนถึงวันนี้

            ภายนอกอาคารทรงจีนโบราณที่มีหน้าต่างกับประตูบางเฟี้ยมสีแดงสดนั้น สะอาดสะอ้านพอๆ กับตัวเรือนด้านใน ซึ่งมีลักษณะเป็นเรือนหมู่ 4 หลัง เชื่อมติดกันด้วยระเบียงทางเดินเรือนแต่ละหลัง ใช้เป็นพื้นที่จัดแสดงวิถีชีวิตกับพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของ จ.สงขลา และจังหวัดใกล้เคียง โดยบรรยากาศเงียบสงบในพิพิธภัณฑ์และโบราณวัตถุต่างๆ ที่จัดไว้เป็นระเบียบเรียบร้อย แบ่งออกเป็น 12 ห้อง อาจช่วยดึงดูดความสนใจแก่ผู้มาเยือนให้เพลิดเพลินไปกับประวัติโดยสังเขปจนเข็มนาฬิกาผ่านไปร่วมชั่วโมง

            ไม่ไกลจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เดินทอดน่องไปตามแรวกำแพงเมืองเก่าจะเจอกับเรือนไทยยกพื้นตรงมุมถนน สถานที่เกิดของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งในปัจจุบันคือ “พิพิธภัณฑ์พธำมะรงค์” สร้างขึ้นโดยกรมราชทัณฑ์เพื่อเชิดชูบิดาของพลเอกเปรม (บึ้ง ติณสูลานนท์) ด้วยท่านเคยดำรงตำแหน่งพะทำมะรงพิเศษเมืองสงขลา

            บนเรือนไม้ตะเคียนสองหลังคู่ หลังคาทรงปั้นหยาเป็นสถานที่กำเนิดของพลเอกเปรม ซึ่งจัดแสดงอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ตามคำบอกเล่า จำลองชีวิตในวันวานของครอบครัวติณสูลานนท์ โดยของเก่าหลายชิ้นได้รับจากประชาชนนำมาริจาค และบางส่วนจากกรมราชทัณฑ์ ส่วนด้านหน้าพิพิธภัณฑ์พธำมะรงค์เป็นจุดจอดของสามล้อถีบไว้บริการนักท่องเที่ยว มีทั้งรอบเล็ก รอบใหญ่สำหรับตระเวนชมเมืองแบบเนิบช้า คิดค่าแรง 200 – 300 บาท โดยไม่ชาร์จค่ารอยยิ้ม

            จนกระทั่งเมื่อแสงอาทิตย์เริ่มอ่อนแรงลง เปลี่ยนสีถนนข้างพิพิธภัณฑ์เป็นโทนซีเปีย ความครึกครื้นจากกองทัพพ่อค้าแม่ขายก็เริ่มก่อตัว เพราะถนนเส้นนี้ในช่วงสุดสัปดาห์คือถนนคนเดินอันแสนจะคึกคัก มีสินค้านานาชนิด ทั้งสินค้าท้องถิ่น หรือสินค้าทั่วๆ ไป นำมาวางขายจนเต็มพื้นที่ ก่อนชาวเมืองทุกเพศทุกวัยจะทยอยกันมาเดินจับจ่ายใช้เวลาผ่อนคลายตั้งแต่ช่วงโพล้เพล้ไปจนดึกดื่น พลิกอารมณ์ของความเงียบสงบในช่วงกลางวันกลับด้านเป็นแหล่งสีสันยามค่ำคืน

            ใครมาสงขลาแล้วไม่ได้ไปเยือนถนนเก่าแก่ 3 สาย คงคล้ายกับมาไม่ถึง เพราะ “ถนนนครนอก ถนนนครใน และถนนนางงาม” คือถนนที่วันเวลาในอดีตกับยุคปัจจุบันเวียนมาบรรจบ ด้วยบรรยากาศร้านค้ากับบ้านเรือนหลายหลังคงเอกลักษณ์เดิม และเต็มไปด้วยร่องรอย เมื่อครั้งที่สงขลาเคยเป็นเมืองท่าสำคัญ อาคารหลายหลังคงสภาพโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างจีนกับยุโรป แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่แบบจีนดั้งเดิม จีนร่วมสมัย จีนประยุกต์ และชิโนโปรตุกีส บางหลังถูกปล่อยร้างให้ทรุดโทรมไปตามกาลเวลาบางหลังได้รับการดูแลปรับปรุงสภาพ โดยคงสภาพเดิมเอาไว้ให้มากที่สุด ขณะที่บางหลังอกจเปลี่ยนแปลงหน้าตาภายนอกจนจำแทบไม่ได้ แต่ทั้งหมดคือความผสมกลมกลืนที่เห็นและเป็นอยู่

            ส่วนหนึ่งของการคงอยู่ในบรรยากาศเดิมๆ บนถนน 3 สาย เกิดจากการรวมตัวกันของคนในท้องถิ่นย่านเมืองเก่าเป็น “ภาคีคนรักเมืองสงขลา” ที่ร่วมกันคิด ร่วมกันเสนอความเห็นเพื่อรักษาถนนสายสำคัญให้รูปแบบวิถีชีวิตเดิมยังคงอยู่ “นับเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกที่คนในชุมชนย่านนี้ได้มาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการอนุรักษ์บทบาทที่ผ่านมา มีทั้งการวิจัย รวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในเชิงอนุรักษ์ การสร้างจิตสำนึกแก่เยาวชนรุ่นใหม่ๆให้รู้จักคุณค่า นอกจากนี้ยังประสบความสำเร็จในการคัดค้านการก่อสร้างอาคารสูง ซึ่งอาจเกิดผลกระทบต่อโครงสร้างทั้งหมด” ผศ.อรทัย สัตยสัณห์สกุล ประธานกลุ่มภาคีฯ เล่าด้วยสีหน้าภูมิใจถึงสิ่งที่ชาวสงขลากลุ่มเล็กๆ กำลังทำเพื่อชุมชนที่ตนรัก

            การเดินสำรวจถนนทั้ง 3 สายซอกแซกไปตามร้านรวงด้วยสองเท้าก้าวไปช้าๆ อาจเรียกเหงื่อให้ซึมแผ่นหลังได้เล็กน้อยในวันแดดจ้า แต่ก็เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำความรู้จักถนนทั้ง 3 สายกันแบบลึกซึ้งสำคัญกว่านั้น อาจต้องลองแวะมาทั้งช่วงเช้าและเย็น เพื่อซึมซับอรรถรสของวิถีชุมชนที่แตกต่าง

            เริ่มต้นที่ “โรงสี หับ โห้ หิ้น” โรงสีอายุเกือบศตวรรษที่ชาวบ้านรู้จักในนาม “โรงสีแดง” อาคารขนาดใหญ่ที่โดดเด่นด้วยสีแดงสดทั้งหลัง มีปล่องไฟสูงเป็นจุดสังเกตเห็นได้มาแต่ไกล โรงสีเก่าริมถนนนครนอก เคยเป็นโรงสีที่ใหญ่ที่สุดในตำบลบ่อยาง รับสีข้าวได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยรับข้าวมาจากพื้นที่ชลุ่มแม่น้ำทะเลสาบสงขลาทั้งหมด จนกระทั่งเริ่มมีโรงสีขนาดเล็กเพิ่มมากขึ้นกิจการจึงปิดตัวลง และเปลี่ยนมาเป็นโรงงานผลิตน้ำมะเน็ต เครื่องดื่มที่นิยมในยุคนั้น

            คุณรังษี รัตนปราการ ลูกหลานรุ่นปัจจุบัน ที่ดูแลรักษามรดกสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ เล่าความเปลี่ยนแปลงของโรงสีในยุคต่อมาว่า “เมื่อโรงงานน้ำมะเน็ตปิดกิจการพื้นที่โรงสีก็แปรสภาพไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือโดยสาร โรงทำน้ำแข็ง โรงเก็บยางพารา โกดังเก็บของ ของเรือสินค้า จนกระทั่งเมื่อมีการเปิดใช้ท่าเรือน้ำลึกโรงสีจึงกลายเป็นท่าจอดเรือของเอกชน เรือประมงขนาดเล็ก สำหรับขนถ่ายสินค้ามาจนถึงปัจจุบัน

 

เส้นทางที่ย้อนเวลาให้รู้สึกราวกับกลับคืนสู่อดีต บนถนน 3 สายแห่งย่านเมืองเก่า

            โดยอาคารโรงสีนั้นได้รับการดูแลตกแต่ง ทาสีให้แดงสดกลายเป็นสัญลักษณ์ของถนนนครนอก” ซึ่งผลตอบแทนของการเห็นคุณค่าในอดีต อาคารแห่งนี้จึงได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่นประเภทอาคารพาณิชย์จากสมาคมสถาปนิกสยามฯ เมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา

            ถัดเข้ามาที่ถนนนครใน ซึ่งมีเอกลักษณ์คล้านกันกับถนนนครนอก ด้วยบ้านเรือนสองข้างทางมีสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างตุวันตกกับตะวันออก คุณพรชัย – คุณฉมาภรณื วรกุล หนึ่งในครอบครัวเจ้าของบ้านที่ถนนนครใน เล่าว่า ความประณีตของบ้านเก่าคือการออกแบบและการก่อสร้างแบบช่างสมัยก่อน เช่น การปูกระเบื้องหลังคาแบบช่างจีนโบราณ หน้าบ้านเปิดโล่งตรงกลางบ้านมีบ่อน้ำ ใช้ประตูผาเฟี้ยม ซึ่งยากที่ฝีมือช่างยุคใหม่จะเลียบแบบได้

            หากเดินต่อไปบนถนนสายอดีตจนพบร้านที่มีรูปปั้นทรงยุโรป พร้อมของสะสมย้อนยุคเต็มหน้าร้าน อาจคิดไปว่าเป็นร้านขายของเก๋ๆ แต่เมื่อก้าวเท้าเข้าสูด้านใน “อ่อง เฮียบ ฮวด” คือร้านกาแฟเล็กๆ ที่มีเอกลักษณ์อันน่าทึ่ง แม้เปิดร้านมาได้ไม่นาน แต่ด้วยใจรักของคุณ สุประดิษฐ์ สังข์สุวรรณ เจ้าของร้านที่นิยมสะสมของเก่าเพื่อรำลึกยุคก่อน ร้านจึงมีจุดขายด้วยบรรยากาศเฉพาะตัว และน่าประทับใจตั้งแต่แรกเห็น

            ตะเกียงนับร้อยหลากสีหลายรูปแบบแขวนอยู่เหนือเพดาน ตกแต่งเอาไว้ละลานตา ขณะที่โต๊ะนั่งสำหรับลูกค้าจัดวางในตำแหน่งชิดติดมุม ดูกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งกับตู้เก็บของสะสมนับพันชิ้น เมื่อเสียงเพลงลูกกรุงในยุครุ่งเรืองแว่วเบาๆ คลอเคล้าโสตประสาท ท่ามกลางของสะสมในวันวานที่จัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ ยิ่งให้ความรู้สึกราวกับกำลังนั่งจิบชาร้อนๆ ภายในร้านขายของเก่าขลังๆ ของฉากภาพยนตร์ย้อนยุคสักเรื่อง

            สนุกกับการลัดเลาะสำรวจตามตรอกซอกซอยและห้องแถวจนออกมาเจอ “ถนนนางงาม” ถนนชื่อดัง ซึ่งมีที่มาของชื่อหลากหลาย ส่วนใหญ่ชาวสงขลาเล่าต่อกันมาว่า เป็นถนนของผู้ชนะการประกวดนางงามสงขลาคนแรก บ้างก็ว่าเพี้ยนมาจาก “นางาม” หรือบางคนสันนิษฐานว่าเคยเป็นที่ตั้งของสถานเริงรมย์ แต่หากนิยามตามสิ่งที่ปรากฏจริงในปัจจุบัน ถนนนางงามคือ ถนนสายวัฒนธรรมที่แทรกด้วยร้านขายของอร่อย ชนิดที่นักชิมต้องจดเอาไว้ว่าห้ามพลาด

                        ร้านแต้เฮี้ยงอิ๊ว อาหารไทย-จีนขึ้นชื่อ ร้านเกียดฟั่ง (โกยาว) ข้าวสูตรรสเข้มขันกับซาลาเปาลูกยักษ์ บ้านขนมไทยสอง-แสน โจ๊ก-กวยจั๊บเก้าห้อง ร้านไอศกรีมจิว ร้านจิ่น กั้ว หยวน (ไอศกรีมยิว) ร้านไอศกรีมโอ่ง ร้านฮับเซ่ง ขนมปังสังขยาสูตรไหหลำ ก๋วยเตี๋ยว เสี่ยงดวง หมี่ผัดร้อยปี เต้าทึงเจ้าเก่า ข้าวฟ่างกวน ริมทาง เบเกอรีรสเด็ดร้าน E.P’s ฯลฯ ทั้งหมดเป็นเพียงตัวอย่างคร่าวๆ ของร้านควรแนะนำ ซึ่งล้วนเป็นอาหารขึ้นชื่อที่ผู้มาเยือนต้องแวะมาลิ้มลอง

 

มาเยือนสงขลาทั้งที ต้องไม่พลาดที่จะแวะมาถนนนางงาม ถนนสายวัฒนธรรม

ที่อุดมไปด้วยของอยร่อยร้านเจ้าเก่า ที่เหล่านักชิมต้องลิ้มลอง

            นอกจากจุดเด่นเรื่องอาหารการกินแล้ว ถนนนางงามยังอบอวลด้วยกลิ่นอายแห่งอดีตโดยไม่ปรุงแต่ง อย่างศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ที่ฟุ้งไปด้วยกลิ่นควันธูปเทียนจากชาวไทยเชื้อสายจีน ซึ่งเดินทางมาสักการะ รวมถึงเสน่ห์จากร้านค้าเก่าๆ เช่น ร้านงีเทียนถ่อง ขายยาสมุนไพรจีน สั่งตรงมาจากเยาวราช ร้านมิตรจักรยานที่มีผู้ใจรักสองล้อปั่นน่าลองแวะเข้าไปทักทาย ร้านศิลป์ ร้านถ่ายรูปเก่าแก่เพียงแห่งเดียวบนถนนเส้นนี้ เป็นต้น ซึ่งร้านรวง บ้านเรือน วิถีชีวิตบนถนนทั้ง 3 สาย ที่คล้านกับวันเวลาไม่อาจขยับเขยื้อนให้เคลื่อนตามนี่เอง คือเสน่ห์ที่ใครๆ ต่างหลงรักย่านเมืองเก่าสงขลา

            แม้ว่าเมืองเก่ามีเรื่องราวจากอดีตกับร่องรอยวัฒนธรรมที่มีสภาพเดิมไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก แต่บางสถานที่ในเมืองริมชายหาดก็มีความทันสมัยแห่งปัจจุบันเข้ามาสร้างความกลมกลืนระหว่างสองยุคให้เชื่อมต่อถึงกันได้ง่ายขึ้น “โบราณสถานบนยอดเขาตังกวน” ในวันนี้ มีลิฟต์เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปศึกษาโบราณสถานบนยอดเขาริมทะเล ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที เว้นเสียแต่จะมัวเล่นกับเจ้าจ๋อจอมซน เหล่าฝูงลิงแสมตรงตีนเขาจนเผลินเกินเวลา แต่ในความทันสมัยที่เกิดขึ้น บันไดรูปทรงพญานาคเก่าแก่ที่สร้างไว้อีกด้านของภูเขา ยังเป็นทางเลือกในรูปแบบดั้งเดิมเอาใจนักเดินทางที่ต้องการทดสอบกำลังขาของตนเอง หรือรำลึกการเดินขึ้นเขาตังกวนอย่างในวันวาน

ภาพ

            สำหรับโบราณสถานบนยอดเขาเป็นที่ตั้งของ “พระธาตุเจดีย์หลวง” เจดีย์ก่ออิฐถือปูนทรงระฆังเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอาณาจักรนครศรีธรรมราช รูปแบบศิลปะทวารดี และประกอบด้วยโบราณสถานสำคัญอย่างประภาคารเก่าแก่กับศาลาพระวิหารแดง ซึ่งสิ่งก่อสร้างอายุกว่าร้อยปีทั้งหมดได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดีกลายเป็นจุดท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้สถาปัตยกรรมโบราณกับวัฒนธรรมท้องถิ่น พร้อมกับการขึ้นมาสัมผัสความงามของเมืองที่ถูกโอบขนาบด้วยทะเลสองฝั่ง

            นักท่องเที่ยวที่เป็นพุทธศาสนิกชนจึงมักขึ้นมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อทางศาสนา แต่สถานที่เดียวกันนี้ เปิดรับคนจากทุกศาสนา ทุกเชื้อชาติ ให้แวะขึ้นมาสูดกลิ่นสายลมบริสุทธิ์ และชมทัศนียภาพในมุมสูงของเมืองใหญ่กับทะเลสีคราม

            แดดจัดจ้าในเวลากลางวันของฤดูร้อน สาดส่องลงมาอย่างไม่ปรานี รามกับจะแผดเผาผืนทรายสีขาวให้ไหม้เกรียม แต่ไม่ว่าผืนทรายจะร้อนระอุแค่ไหน “หาดสมิหลา” ก็คลาดคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งในท้องถิ่นและจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่เดินทางมาย่ำผืนทรายอุ่นๆ ไม่เคยขาดสาย เพราะชายหาดยอดนิยมที่มีสัญลักษณ์เด่นเป็นรูปปั้นนางเงือกสีทอง คือแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ ในรูปแบบมาสรวลเสเฮฮาริมทะเล เหมาะที่จะใช้เวล่าร่วมกันกับครอบครัวหรือเพื่อนฝูง หรือหากอยากได้ความสงบต้องลองเดินย่ำเท้าอันเปลือยเปล่าสัมผัสผืนทรายละเอียดที่หาดสมิหลาช่วงเวลาก่อนพระอาทิตย์ขึ้นมาทักทาย ก็จะได้สัมผัสบรรยากาศของทะเลยอมเช้าที่มีเสน่ห์ไปอีกแบบ

            ใครที่เติบโตมากับแบบเรียนภาษาไทยฉบับ “มานีมานะ” ของอาจารย์รัชนี ศรีไพรวรรณ ต้องคุ้นเคยกับชายหาดมิหลามาก่อน ด้วยเนื้อหาในบทหนึ่งกล่าวถึงตำนานว่า ในอดีตกาลมีพ่อค้าสำเภาจีนครอบครองดวงแก้ววิเศษสำหรับป้องกันการจมน้ำ หมากับแมวที่อยู่บนเรือมานานเกิดความเบื่อหน่าย อยากหนีกลับขึ้นฝั่ง จึงให้หนูลอบเอาดวงแก้วเศษและคาบเอาไว้ เพื่อลอยน้ำข้ามทะเลยไปพร้อมกัน แต่ก่อนถึงฝั่งแมวกับหนูก็ระแวงแคลงใจกัน จนทำดวงแก้วหลุดไป จมน้ำตายกลายเป็น

ย่ำเท้าอันเปลือยเปล่าสัมผัสผืนทรายที่หาดสมิหลาก่อนพระอาทิตย์ขึ้น

เพื่อสัมผัสทะเลยามเช้า

“เกาะหนู เกาะแมว” ที่มองเห็นจากริมหาด ส่วนหมานั้นมาขาดใจตายริมฝั่ง กลายเป็นหินที่เรียกว่า “เขาตังกวน” และดวงแก้ววิเศษแตกละเอียดกลายเป็น “หาดทรายแก้ว” ที่อยู่ทางเหนือของแหลมสนในอ่าวสงขลา

            นอกจากนี้ มีตำนานเรื่อง “หัวนายแรง” ก้อนหินรูปร่างแปลกบนเนินผาริมทะเล ที่มีจุดชมทิวทัศน์ของผืนน้ำและชายหาดยาวไปตลอดแนวชายฝั่ง ซึ่งก้อนหินขนาดใหญ่ที่ตั้งเด่นอยู่บริเวณสำนักสงฆ์บนเขาเก้าเส้ง มีเรื่องเล่าว่า ในสมัยก่อนเมืองนครศรีธรรมราชกำหนดบรรจะพระบรมสารีริกธาตุในเจดีย์นายแรง เป็นเจ้าเมืองคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเมืองขึ้น ทั้งยังมีความศรัทธาในพุทธศาสนาจึงขนเงินทองจำนวน 9 แสนบรรทุกลงเรือสำเภา หวังจะเดินทางไปร่วมงานสำคัญ แต่เรือชำรุดไปไม่ทันพิธี นายแรงจึงให้ลูกเรือขนเงินบรรจุไว้บนยอดเขาแล้วสั่งให้ตัดหัวของตนไปวางไว้ที่เดียวกัน กลายเป็นเรื่องราวของหัวนายแรงกับเขา 9 แสน ซึ่งเรียกเพี้ยนมาเป็น “เก้าเส้ง” ในปัจจุบัน

            จากหลากตำนานเรื่องเล่า สืบทอดต่อมาสู่ความเป็นยุคปัจจุบัน ริมฝั่งทะเลเมืองสงขลาในวันนี้ เทศบาลเมืองฯ ได้ปรับปรุงภูมิทัศน์ชายหาด ตกแต่งเพื่อความสวยงาม เริ่มต้นจากทางทิศตะวันตกบริเวณท่าเรือน้ำลึกที่ตั้งของ “สวนสนสองทะเล” สวนสาธารณะไม่ไกลจากท่าเรือขนส่งสินค้า เป็นที่ประดิษฐานของอนุสาวรีย์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และเป็นจุดเริ่มต้นของประติมากรรมไทยร่วมสมัย “พญานาคพ่นน้ำ” งานปั้นโลหะทองเหลืองรมสนิมเขียว ซึ่งปรากฏเพียงส่วนหัว เพราะแยกส่วนลำตัวกับหางไว้ให้ตามหากันอีก 2 จุด ที่ริมสระบัวกับหลังสนามกอล์ฟ

            รวมถึงยังมีงานประติมากรรมสมัยใหม่รูปร่างสะดุดตาโดยสมาคมประติมากรรมไทย ร่วมกับสมาคมประติมากรกับสิ่งแวดล้อมนานาชาติสร้างขึ้น เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 50 พรรษาในปี พ.ศ.2548 ปลูกสร้างเป็นจุดเด่นกระจัดกระจายไปตามจุดต่างๆ อีก 17 ผลงานเสริมสีสันให้พื้นที่โดยรอบกลายเป็นนิทรรศการร่วมสมัยท่ามกลางเสียงคลื่นลมทะเล

            สายลมแห่งกาลเวลาอาจพัดพาให้ความเก่าของเมืองท่องเที่ยวบางแห่งเปลี่ยนแปลงไป ไม่เหลือเค้าโครงเดิมแต่สงขลาเป็นเมืองที่มีบุคลิกพิเศษ เพราะยังเต็มไปด้วยพื้นที่ซึ่งเหลือไว้ให้วิถีชีวิตในอดีตได้ดำเนินต่อไป ตั้งแต่ย่านเมืองเก่าจนถึงริมทะเล คล้ายว่าเลาไม่อาจทำให้เมืองแห่งนี้เติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ค่อยๆ ก้าวผ่านไปช้าๆ โดยไม่กระทบต่ออดีตที่งดงาม

 

 







Copyright © 2012 All Rights Reserved.